การคืนค่าความสมดุลระหว่างแบนด์วิดธ์และความหน่วง

ในอดีต การเพิ่มแบนด์วิดธ์ได้รับการพัฒนาไปไกลกว่าการลดความหน่วงแฝงมาก จนกระทั่งถึงตอนนี้

ซีรีส์ทางเทคนิคของหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

  • การติดต่อโดยตรงกับ Intel Fellow และ Principal Engineer

  • งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยสถาปนิกระบบ วิศวกร และผู้ดูแลระบบ IT ให้เข้าใจถึงข้อจำกัดของหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ข้อจำกัดเหล่านั้นนำไปสู่ช่องว่างด้านประสิทธิภาพการทำงานและความจุในศูนย์ข้อมูลอย่างไร และเทคโนโลยี Intel® Optane™ จะช่วยเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นด้วยสถาปัตยกรรมที่จะพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมอย่างไร

  • ซีรีส์หน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจะกล่าวถึงหลายหัวข้อที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความจุของหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล รวมทั้งแบนด์วิดธ์ ความหน่วง ความยาวคิว คุณภาพบริการ (QoS) และความน่าเชื่อถือ

author-image

By

ในขณะที่ชุดข้อมูลมีขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาระงานของศูนย์ข้อมูลเองก็ต้องการหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีระดับประสิทธิภาพ และความจุที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ยิ่งระบบจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลต่อหน่วยเวลาได้มากขึ้นเท่าไร องค์ประกอบในระบบประมวลผลก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ประสิทธิภาพเป็นหัวข้อที่มองได้ในหลายแง่มุม และมีการใช้งานการวัดค่าบางค่า (เช่น แบนด์วิดธ์) เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าอื่น ๆ (เช่น ความหน่วงแฝง)

สถาปนิกด้านคอมพิวเตอร์จำเป็นจะต้องสำรวจหาจุดร่วมระหว่างชุดค่าที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีที่มีอยู่ เพื่อสร้างระบบการประมวลที่สามารถทำงานให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว เอกสารสรุปนี้จะพาคุณสำรวจพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเทคโนโลยี Intel® Optane™ เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งมอบทรัพยากรใหม่ที่จำเป็นโดยมาพร้อมกับความหน่วงแฝง และแบนด์วิดธ์ที่จะมาเติมเต็มช่องว่างภายในระบบประมวลผลเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับแอพพลิเคชัน

หน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล - ประวัติย่อ (ย่อมาก)

DRAM มีแบนด์วิดธ์ที่สูงมากและมีความหน่วงแฝงในการจัดเก็บข้อมูลต่ำ แต่ก็มีราคาต่อบิตที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน คุณสามารถจัดการกับขนาดของชุดข้อมูลที่เพิ่มขึ้นได้โดยการเพิ่มจำนวน DRAM ในระบบ แต่นั่นก็เป็นวิธีการที่มีราคาแพงมาก และเมื่อย้อนกลับ 10 ปีก่อน อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่พร้อมใช้งานในระบบหลาย ๆ ระบบก็มีเพียงฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ความเร็วต่ำเท่านั้น ซึ่งก็นับว่ามีทางเลือกไม่มากสักเท่าไร และการเข้าถึง HDD ที่มีเวลาแฝงสูงนั้นก็เป็นการใช้งานรอบของโปรเซสเซอร์จำนวนมากอย่างสูญเปล่าไปกับการรอข้อมูล

การมาถึงของโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) ได้ให้พื้นที่อีกแห่งหนึ่งในการจัดเก็บข้อมูล และการเข้าถึงอย่างรวดเร็วไปยังชุดข้อมูลได้มากขึ้น และส่งผลให้ มีการปรับใช้งาน NAND-based SSD ในตลาดอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบัน NAND SSD ที่รวดเร็วก็มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอสำหรับแอพพลิเคชั่นในทุกวันนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีการเข้าถึง และประมวลผลข้อมูลในแบบเรียลไทม์หรือกึ่งเรียลไทม์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันที่เกิดขึ้นกับ HDD เมื่อ 10 ปีก่อน เพราะ SSD เหล่านี้จำเป็นต้องให้โปรเซสเซอร์ใช้เวลารอข้อมูลนานเกิดไป และเป็นการเพิ่มความหน่วงแฝงที่สามารถยับยั้งไม่ให้ระบบทำงานในระดับประสิทธิภาพที่ CPU ยุคใหม่สามารถส่งมอบได้ และในขณะที่ประสิทธิภาพของ CPU เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความหน่วงแฝงของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลกลับไม่ได้มีพัฒนาการที่เท่าทัน และกลับกลายเป็นตัวถ่วงของประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ

รูปที่ 1 การปรับปรุงแบนด์วิดธ์สัมพัทธ์เทียบกับการปรับปรุงความหน่วงแฝงสัมพัทธ์เมื่อเวลาผ่านไปสำหรับหน่วยความจำ โปรเซสเซอร์ HDD และ SSD

การรักษาสมดุลระหว่างเวลาแฝงและแบนด์วิดธ์ในขณะที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพแบนด์วิดธ์สัมพัทธ์กับการปรับปรุงความหน่วงแฝงเมื่อเวลาผ่านไปสำหรับมีเดียอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยรูปที่ 1 ได้เพิ่มจุดข้อมูล SSD ลงไปในแผนภูมิ “Latency Lags Bandwidth” ของ Patterson ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในการศึกษาที่มีความสำคัญโดย David Patterson 1 Patterson แสดงให้เห็นว่าแบนด์วิดธ์มีพัฒนาการที่รวดเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับความหน่วงแฝง และมีจำนวนทรานซิสเตอร์เพิ่มขึ้นตามกฎของ Moore 2 ในขณะที่สถาปัตยกรรมแบบมัลติคอร์ยังคงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

การปรับปรุงเหล่านั้นยังช่วยให้โปรเซสเซอร์ประมวลผลคำสั่งและข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ภายในระยะเวลาเท่าเดิม หรือน้อยกว่าโปรเซสเซอร์เจเนอเรชั่นก่อนหน้า แต่ในขณะที่ CPU ใช้เวลาประมวลผลน้อยลง เวลาในการรับข้อมูลจาก HDD หรือความหน่วงแฝงของไดรฟ์ กลับไม่ได้น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งทำให้เทคโนโลยีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลกลับกลายเป็นคอขวดของประสิทธิภาพโดยรวม และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจะสามารถเพิ่มแบนด์วิดธ์ผ่านการทำงานแบบขนาน แต่เวลาที่ใช้ในการเข้าถึงเทคโนโลยีกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งนี้นำไปสู่การเปิดตัวของเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งมอบความหน่วงแฝงต่ำ

เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญนี้ และมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความหน่วงแฝงลดลงและแบนด์วิดธ์เพิ่มขึ้น และสำหรับทรัพยากรหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลโดยทั่วไปแล้ว การเข้าถึงข้อมูลเพียงหน่วยเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มไปป์จากหน่วยความจำไปยังโปรเซสเซอร์ได้ หรือจะพูดไว้ว่า ค่าแบนด์วิดธ์คูณด้วยความหน่วงแฝง (ค่า Bandwidth Delay Product) มีค่ามากกว่าขนาดการเข้าถึง และในทันทีที่ซอฟต์แวร์สามารถใช้งานแบนด์วิดธ์ของทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ ซอฟต์แวร์จะทำการเขียนคำสั่งเพื่อร้องขอกลุ่มข้อมูลเพิ่มเติม หรือกลุ่มข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในแบบคู่ขนาน และในขณะที่ค่า Bandwidth Delay Product มีค่าเพิ่มขึ้น จำนวนของอัลกอริทึมที่สามารถร้องขอข้อมูลในแบบคู่ขนานได้เพียงพอเพื่อให้ครอบคลุมความหน่วงแฝงก็น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งในกรณีอัลกอริทึมไม่สามารถร้องขอข้อมูลได้ แบนด์วิดธ์และประสิทธิภาพของระบบก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย และนี่เป็นสาเหตุในระดับทั่วไปว่า ทำไมการสร้างสมดุลระหว่างอัตราแบนด์วิดธ์/ความหน่วงแฝงจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

เรามาย้อนกลับไปดูรูปที่ 1 กัน การเปิดตัวของ NAND-based SSD ได้ส่งมอบโซลูชันแบนด์วิดธ์/ความหน่วงแฝงที่มีความสมดุลในชั่วขณะหนึ่ง และยังให้ความหน่วงแฝงที่ต่ำกว่า HDD มากอีกด้วย เวลาขั้นต่ำที่ใช้ในการเข้าถึงลดลงจากหลักมิลลิวินาที (ms) ใน HDD จนเหลือน้อยกว่า 100 ไมโครวินาทีใน NAND SSD และยังส่งผลให้รอบ CPU ที่ใช้สำหรับรอข้อมูลก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งการที่แอพพลิเคชั่นมากมายสามารถเข้าถึงแบนด์วิดธ์ของ NAND SSD อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ได้เร่งการประมวลผลให้รวดเร็วขึ้นจนผู้ใช้สังเกตเห็นได้ และเมื่อเวลาผ่านไป แบนด์วิดธ์ยังคงมีค่าเพิ่มขึ้นในขณะที่ความหน่วงแฝงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ และทิ้งห่างแบนด์วิดธ์ไปเรื่อย ๆ และทำให้ระบบเสียสมดุลในที่สุด

ตัวอย่างต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Intel® Optane™ ซึ่งได้รับการปรับใช้งานในฐานะ Intel® Optane™ DC SSD ความหน่วงแฝงต่ำ จะสามารถยกระดับประสิทธิภาพและปริมาณความจุให้กับโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์จ อย่าง VMware vSAN* ได้อย่างไร

เทคโนโลยี Intel® Optane™ ได้ยกระดับประสิทธิภาพและปริมาณความจุให้กับ vSAN* ไปสู่ระดับใหม่

องค์กรธุรกิจและผู้ให้บริการคลาวด์สามารถใช้งานเทคโนโลยี Intel® Optane™ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพให้กับแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เสมือนได้ในราคาย่อมเยา การวิเคราะห์ที่ดำเนินการโดย Evaluator Group พบว่าการใช้งานโปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable ร่วมกับเทคโนโลยี Intel® Optane™ และ Intel® 3D NAND SSD ที่มาพร้อมกับ NVM Express* (NVMe*) สามารถส่งมอบประสิทธิภาพที่เหนือชั้นเพื่อดำเนินการกับภาระงานทั่วไปที่หลากหลาย ซึ่งทำงานอยู่บนระบบไฮเปอร์คอนเวอร์จโดยใช้ VMware vSAN* 3

เราเห็นได้ในรูปที่ 2 ว่า ระบบที่ใช้งาน VMware vSAN* 6.7 โดยใช้โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable และ Intel® Optane™ และ Intel® 3D DC SSD สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้สูงขึ้นได้อย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้งานมีเดียอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล NAND SSD ระบบที่ใช้งานเทคโนโลยี Intel® Optane™ และ Intel® 3D NAND SSD สามารถรองรับเครื่องเสมือน (VM) ได้มากกว่าเดิมถึง 1.6 เท่า ในขณะที่ยังสามารถคงข้อตกลงระดับการบริการสำหรับแต่ละ VM ไว้ได้

นี่เทียบเท่ากับการรองรับผู้ใช้ในแต่ละระบบเพิ่มขึ้นถึง 60% ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับผลกำไรและการเติบโตของธุรกิจอย่างมาก ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ด้านต้นทุนที่ชัดเจนผ่านการเพิ่มความหนาแน่นของ VM และลดต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable , VMware vSAN* 6.7 และการใช้งาน Intel® 3D NAND SSD ที่ทรงประสิทธิภาพร่วมกับ Intel® Optane™ DC SSD

การศึกษาวิจัยมีข้อสรุปได้ว่า สาเหตุที่ระบบรุ่นเก่ามีประสิทธิภาพช้าลงเกิดจากเทคโนโลยีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นเก่าไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านอินพุท/เอาต์พุท (I/O) ของ VM ได้ โดยตามหลักแล้ว ภาระงาน I/O ปริมาณมากที่ขับเคลื่อนโดย VM หลายเครื่องที่ทำงานอยู่จะทำให้ NAND SSD ต้องสำรองข้อมูลให้กับงานคงค้าง และเป็นการเพิ่มความหน่วงแฝงให้กับข้อมูลจนกระทั่งไม่สามารถรักษาระดับข้อตกลงระดับการบริการที่ VM ต้องการไว้ได้

ตัวอย่างของ VMware vSAN* นี้ได้แสดงให้คุณเห็นถึงหนึ่งในวิธีการปรับใช้งาน Intel® Optane™ DC SSD เพื่อเติมเต็มช่องว่างของลำดับชั้นหน่วยความจำ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูล โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเทคโนโลยี Intel® Optane™ เป็นประจำเพื่อดูตัวอย่างใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่ธุรกิจนำเทคโนโลยีของ Intel® ไปปรับใช้งานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่

รูปที่ 2: ระบบ VMware vSAN* รุ่นใหม่ที่ใช้งานโปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable, Intel® 3D NAND SSD, และ Intel® Optane™ DC SSD ซึ่งส่งมอบประสิทธิภาพที่สูงกว่าระบบที่ใช้งาน Intel® 3D NAND SSD เพียงอย่างเดียวถึง 1.6 เท่า

สถาปัตยกรรมใหม่สำหรับหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

เทคโนโลยี Intel® Optane™ สามารถนำมาปรับใช้งานภายในระบบได้ในบทบาทที่หลากหลาย Intel® Optane™ DC SSD สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบโดยใช้อินเทอร์เฟซ PCIe* NVMe มาตรฐาน ซึ่งมีแบนด์วิดธ์/ความหน่วงแฝงที่สมดุลกันเพื่อเร่งความเร็วให้กับแอพพลิเคชั่นศูนย์ข้อมูลที่สำคัญ ดังที่แสดงในตัวอย่างก่อนหน้า และสำหรับในรูปแบบนี้ ความหน่วงแฝงเฉลี่ยขณะที่ไม่ทำงานจะมีค่าอยู่ที่ 10 ไมโครวินาที โดยเทียบกับ NAND SSD ที่มีค่าดังกล่าวสูงกว่า 80 ไมโครวินาที 4 รูปที่ 3 แสดงความหน่วงแฝงในฮาร์ดแวร์ของระบบ และซอฟต์แวร์ Intel® Optane™ DC SSD มาพร้อมกับความหน่วงแฝงในฮาร์ดแวร์ของระบบที่มีค่าเกือบเทียบเท่ากับความหน่วงแฝงของสแตกซอฟต์แวร์ในระบบ และทำให้ระบบมีความสมดุลในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ความหน่วงแฝงต่ำที่มีค่าคงที่ แม้อยู่ภายใต้ภาระงานหนัก และความทนทานสูง ได้ทำให้ SSD เหล่านี้เป็น SSD ในอุดมคติสำหรับการแคช หรือการจัดระดับชั้นให้กับข้อมูลที่มีการเข้าถึงบ่อยได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยี Intel® Optane™ ยังพร้อมให้บริการในฐานะโมดูลหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC ที่สามารถต่อตรงเข้าไปยังสล็อต DIMM ได้อีกด้วย หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC มาพร้อมกับการจัดเก็บข้อมูลแบบถาวร และความจุหน่วยความจำที่สูงกว่า (สูงสุด 512 GB ต่อโมดูล) ซึ่งต่างจาก DRAM DIMM อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งรูปที่ 3 ยังแสดงให้เห็นว่า การใช้งานหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC เพื่อเข้าถึงข้อมูลมีความหน่วงแฝงน้อยกว่า Intel® Optane™ DC SSD อย่างมาก

แอพพลิเคชั่นยังสามารถเข้าถึงหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC ได้โดยตรงโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับสแตกจัดเก็บข้อมูลของระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยขจัดค่าโอเวอร์เฮดของซอฟต์แวร์ออกไปได้ อีกทั้งการใช้งานหน่วยความจำถาวรยังช่วยให้ความหน่วงแฝงการอ่านโดยเฉลี่ยในขณะที่ไม่ทำงานลดลงอยู่ในช่วง 100 และ 340 นาโนวินาทีอีกด้วย (ns) 5 ซึ่งนับว่าเป็นความหน่วงแฝงที่ต่ำมาก เมื่อมองในแง่มุมของค่า Bandwidth-Delay Product ที่กล่าวถึงไปในช่วงก่อนหน้านี้ และในเมื่อความหน่วงแฝงมีค่าต่ำ ระบบจึงสามารถเข้าถึงหน่วยความจำนี้ได้โดยใช้ยูนิตขนาดเล็ก แถวแคชเพียงแถวเดียว และยังคงให้แบนด์วิดธ์อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC จึงนับว่าเป็นทรัพยากรใหม่สุดโดดเด่นอย่างแท้จริง ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการเข้าถึงแถวแคช สมรรถนะระดับสูง และการจัดเก็บข้อมูลแบบถาวร

หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC ที่มาพร้อมกับสมรรถนะระดับสูง และการจัดเก็บข้อมูลแบบถาวรได้สรรค์สร้างเลเยอร์จัดเก็บข้อมูลใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายรูปแบบเพื่อเติมเต็มช่องว่างของระบบในด้านความจุและประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นนี้เอง ได้ช่วยให้ธุรกิจสามารถออกแบบศูนย์ข้อมูลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการประมวลผล และหน่วยความจำของภาระงานสมัยใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC ที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อเพิ่มความจุให้กับฐานข้อมูลในหน่วยความจำขึ้นอย่างมากได้ และเนื่องจากหน่วยความจำถาวรมีการจัดเก็บข้อมูลแบบไม่ลบเลือน ระบบจึงไม่จำเป็นต้องโหลดข้อมูลใหม่เข้าไปในหน่วยความจำหลังจากที่รีสตาร์ทฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยยกระดับสภาวะการใช้งานและความพร้อมใช้งานของระบบ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อีกด้วย

รูปที่ 3 เปรียบเทียบความหน่วงแฝงระหว่าง NAND SSDs, Intel® Optane™ DC SSD และหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC

สรุป

ในระบบประมวลผล ลำดับชั้นหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจะวางข้อมูลที่มีการเข้าถึงบ่อย ๆ ไว้ใกล้กับโปรเซสเซอร์ พร้อมกับย้ายข้อมูลจำนวนมากไปไว้ยังหน่วยความจำที่มีมูลค่าต่ำกว่า ซึ่งห่างจาก (ความหน่วงแฝงสูงกว่า) โปรเซสเซอร์ เวลาแฝงภายในของเทคโนโลยีหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่โปรเซสเซอร์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ามาก และสิ่งนี้ได้ทำให้หน่วยความจำเหล่านี้มีความห่างชั้นกับโปรเซสเซอร์อย่างมาก ซึ่งส่งผลให้โปรเซสเซอร์ต้องเสียรอบคำสั่งในการรอข้อมูลเพิ่ม และมีเพียงเทคโนโลยีหน่วยความจำใหม่ที่มีความหน่วงแฝงต่ำกว่า และจุดรวมระบบใหม่ที่มีความแน่นหนายิ่งขึ้นเท่านั้นที่จะทำให้ระบบกลับมามีความสมดุลได้

การเปิดตัวของเทคโนโลยี Intel® Optane™ ได้ช่วยให้ Intel สามารถส่งมอบหน่วยความจำใหม่เข้าไปในระบบเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่าง DRAM และ NAND SSD ได้ เทคโนโลยี Intel® Optane™ ใหม่ที่เป็นทั้งหน่วยความจำและหน่วยความจำถาวรได้ทำให้สถาปนิกด้านคอมพิวเตอร์สามารถเก็บโครงสร้างข้อมูลถาวรขนาดใหญ่ไว้ใกล้กับโปรเซสเซอร์ได้ พร้อมกับลดเวลาในการรอข้อมูล และเร่งความเร็วในการใช้งานแอพพลิเคชั่น เพราะเมื่อใดก็ตามที่สถาปนิกด้านคอมพิวเตอร์สามารถสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการแบนด์วิดธ์กับความหน่วงแฝงต่ำได้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถปลดปล่อยศักยภาพของ CPU ออกมาได้ ผ่านการใช้งานเทคโนโลยี Intel® Optane™ ที่ช่วยคืนค่าความสมดุลระหว่างแบนด์วิดธ์และความหน่วงแฝง ซึ่งช่วยให้ CPU สามารถใช้งานและประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเพื่อปลดปล่อยประสิทธิภาพของระบบออกมาได้อย่างเต็มที่

ข้อมูลผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพ

1David A. Patterson “Latency Lags Bandwidth” Communications of the ACM ฉบับที่ 47 หมายเลข 10 ตุลาคม 2004 https://dl.acm.org/citation.cfm?id=1022596 Intel เป็นผู้เพิ่มจุดข้อมูลของ Intel® 3D NAND และ Intel® Optane™ DC SSD โดยอ้างอิงจากข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์โดยย่อสำหรับ Intel® SSD X-25M และศูนย์ข้อมูล Intel® SSD Data Center (Intel® SSD DC) S3700, ศูนย์ข้อมูล Intel® SSD (Intel® SSD DC) P3700, ศูนย์ข้อมูล Intel® SSD (Intel® SSD DC) P4600, และ Intel® Optane™ DC SSD P4800X. ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Intel “Intel® SSD Data Center Family.” https://thailand.intel.com/content/www/th/th/products/memory-storage/solid-state-drives/data-center-ssds.html
2แหล่งที่มา - thailand.intel.com กฎของ Moore ในปี 1965 Gordon Moore ได้ทำนายความเร็วของวิวัฒนาการโลกสมัยใหม่ ในยุคดิจิตอลของเรา และจากการสังเกตอย่างละเอียดถึงวิวัฒนาการที่เกิดขึ้น Moore กล่าวว่า การประมวลผลจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีราคาที่ถูกลง ในอัตราความเร็วแบบยกกำลัง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งดังกล่าวหรือที่เรียกว่า กฎของ Moore ได้กลายมาเป็นกฎพื้นฐานที่ยึดถือปฏิบัติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Gordon ได้ปูทางให้ Intel สามารถสร้างทรานซิสเตอร์ที่รวดเร็วกว่าเดิม เล็กกว่าเดิม และในราคาประหยัดขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเครื่องมือ และของเล่นที่ทันสมัยของเรา
3Evaluator Group “ข้อมูลเชิงลึกจากห้องแล็ป: เทคโนโลยีล่าสุดของ Intel® ได้ส่งมอบขุมพลังแห่งประสิทธิภาพระดับใหม่บน VMware vSAN* – การอัพเดท 2018” ตุลาคม 2018 https://www.evaluatorgroup.com/document/lab-insight-latest-intel-technologies-power-new-performance-levels-vmware-vsan-2018-update/
4แหล่งที่มา: การทดสอบของ Intel: การวัดความหน่วงแฝงการอ่านโดยเฉลี่ยที่ความยาวคิว 1 ในระหว่างภาระงานการเขียนโดยสุ่มขนาด 4k วัดค่าโดยใช้ FIO 3.1. เพื่อเปรียบเทียบ Intel Reference Platform ที่ใช้งาน Intel® Optane™ DC SSD P4800X 375GB และศูนย์ข้อมูล Intel® SSD (Intel® SSD DC) P4600 1.6TB กับ SSD ที่พร้อมใช้งานในเชิงพาณิชย์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามการทดสอบในวันที่ 24 กรกฎาคม 2018 และอาจจะไม่สามารถแสดงถึงอัพเดทความปลอดภัยที่เผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งหมด ดูการเปิดเผยเรื่องการกำหนดค่าสำหรับรายละเอียด ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ
5หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC: อ้างอิงผลลัพธ์จากการทดสอบของ Intel ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 การกำหนดค่า: ชิปเซ็ต Intel® ซีรีส์ C620, โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable 28 คอร์ (QDF QQYZ), 2,666 Megatransfers ต่อวินาที (MT/s), 256 GB, 18 W, 32 GB DDR4 DRAM (ต่อซ็อกเก็ต), หน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ DC 128 GB (ต่อซ็อกเก็ต),เฟิร์มแวร์: 5336, BIOS: 573.D10, WW08 BKC, ใช้งาน Linux* OS4.20.4-200. fc29* ปิดใช้งานการปรับแต่งประสิทธิภาพของคุณภาพของบริการ (QoS) IODC=5(AD)
6ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามการทดสอบในวันที่ที่กำหนดไว้ในการกำหนดค่าและอาจจะไม่เป็นการแสดงถึงอัพเดทความปลอดภัยที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ดูการเปิดเผยเรื่องการกำหนดค่าสำหรับรายละเอียด // ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบใดที่จะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ // ซอฟต์แวร์และปริมาณงานที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพจะได้รับการปรับให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเฉพาะสำหรับไมโครโปรเซสเซอร์ Intel® เท่านั้น การทดสอบประสิทธิภาพ เช่น SYSmark* และ MobileMark* ประเมินโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบ ซอฟต์แวร์ การทำงาน และฟังก์ชันที่กำหนด การเปลี่ยนแปลงปัจจัยอันใดอันหนึ่ง อาจส่งผลให้เกิดผลลัพธ์แตกต่างกัน คุณควรศึกษาข้อมูลอื่นๆ ร่วมกับการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้คุณประเมินผลประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างรอบคอบ รวมถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น ดูข้อมูลทั้งหมดได้ที่ intel.thailand.intel.com/benchmarks // คุณลักษณะและคุณประโยชน์ของเทคโนโลยี Intel® จะขึ้นอยู่กับการปรับตั้งค่าระบบ และอาจจำเป็นต้องเปิดใช้งานฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือบริการบางอย่าง ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าของระบบ // ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบใดที่จะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ โปรดตรวจสอบกับผู้ผลิตระบบหรือผู้ค้าปลีก หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ thailand.intel.comสถานการณ์ลดต้นทุนที่กล่าวถึงนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตัวอย่างว่าผลิตภัณฑ์ๆ หนึ่งของ Intel อาจส่งผลต่อต้นทุนในอนาคตและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ในสถานการณ์และการกำหนดค่าต่าง ๆ สถานการณ์อาจต่างกันออกไป Intel ไม่รับประกันค่าใช้จ่ายหรือการลดต้นทุนใด // Intel ไม่ได้ควบคุมหรือตรวจสอบการวัดประสิทธิภาพข้อมูลของบุคคลที่สาม หรือเว็บไซต์ที่อ้างอิงในเอกสารนี้ คุณควรไปที่เว็บไซต์ที่อ้างอิง และยืนยันว่าข้อมูลที่อ้างอิงมีความถูกต้องหรือไม่ // Intel, โลโก้ Intel, Intel Optane และ Xeon เป็นเครื่องหมายการค้าของ Intel Corporation หรือบริษัทสาขาในประเทศสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ